กฤษณา เป็นไม้ประจำจังหวัดตราด เป็นไม้ที่มีการกล่าวขวัญกันมายาวนานนับแต่ครั้งพุทธกาลในฐานะ ของที่มีค่าหายากเป็นที่ต้องการของสังคมชั้นสูงทั่วโลกและ ราคาแพงดั่งทองคำเป็นหนึ่งในของหอมธรรมชาติสี่อย่างที่เรียกว่า จตุรชาติสุคนธ์(กฤษณา กะลำพัก จันทน์ และดอกไม้)ไม้กฤษณาเป็นสินค้าต้องห้ามของประชาชนทั่วไปเพราะมีกฎหมายให้ค้าขายได้เฉพาะกษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไม้กฤษณาถูกใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการ และเป็นสินค้าไปเมืองจีนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สรรพคุณของกฤษณาทั้งด้านความหอมและสรรพคุณสมุนไพรแพร่กระจายไปถึงคาบสมุทรอาหรับในตะวันออกกลาง อาณาจักรกรีก โรมัน อียิปต์โบราณและทั่วทั้งเอเชียไม้กฤษณา เป็นสินค้าที่ซื้อขายกันแพงมาก ผลผลิตจากต้นกฤษณาซึ่งมีเฉพาะในเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ไม้กฤษณาจึงเป็นสัญลักษณ์ตะวันออกและสุวรรณภูมิหรือประเทศไทยในปัจจุบัน คนไทยสมัยโบราณ นิยมนำไม้กฤษณามาเผาไฟเพื่ออบห้องให้มีกลิ่นหอม จากเอกสารบันทึกของบาทหลวง ตาซาร์ด ซึ่งเข้ามาอยู่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวไว้ว่า บนเส้นทางที่ผ่านไปนั้นหอมฟุ้งจรุงฆานด้วยกลิ่นไม้กฤษณา  อันเป็นพรรณไม้ที่มีค่ามากและมีกลิ่นหอมหวนปัจจุบันชาวอาหรับ คนมุสลิม และคนจีน ยังนิยมใช้ไม้กฤษณาเผาเพื่อทำให้เกิดกลิ่นหอมในปัจจุบันมีประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่สามารถส่งผลผลิตและผลิตภัณฑ์ไม้กฤษณาออกไปจำหน่ายทั่วโลกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามสนธิสัญญาไซเตส เพราะประเทศไทยมีการปลูกไม้กฤษณาเป็นจำนวนมาก และเริ่มปลูกตั้งแต่ปี พ.. 2527 แล้วมีระบบปลูกที่พัฒนาขึ้นจนปัจจุบันสามารถใช้ระบบชีวภาพกระตุ้นให้เกิดสารกฤษณาในต้นกฤษณาได้ จนเป็นที่ยอมรับของตลาดทั่วโลกและได้ขึ้นทะเบียนไม้ที่ปลูกกับไซเตรสไว้ครั้งแรกจำนวน 7,404,452 ต้น ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกทั่วประเทศประมาณ 15 ล้านต้น และไม่เพียงพอกับตลาดที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันไม้กฤษณาที่มีอยู่ในธรรมชาติได้ถูกโค่นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะเขตอุทยานเขาใหญ่


 

แก้ไขล่าสุด ( วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฏาคม 2010 เวลา 22:42 น. )