ไม้กฤษณาหรือไม้หอมซึ่งชาวอาหรับหรือตะวันออกกลาง ขนานนามว่าไม้มหาเศรษฐี เป็นไม้ที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตดีมาก เพราะทั้งต้นรวมทั้งราก, เปลือก, ใบ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เช่น

1. ลำต้น, ราก
ใช้สารบังคับทำให้เกิดน้ำมัน หรือสารกฤษณานำไปกลั่นเป็นน้ำหอม ซึ่งราคาขาย ปัจจุบัน 1 แบนแม่โขงละประมาณ 150,000 – 170,000 บาท หรือถ้าคุณภาพดีราคาเกือบแบนละ 300,000 บาท หรือโตร่าประมาณ (12.5 ซีซี) ละประมาณ 5,000 – 10,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต เมื่อประมาณ 4 – 5 ปี ที่ผ่านมา ราคาแบนละประมาณ 50,000 – 60,000 บาท และอนาคตราคากำลังทวีขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันตลาดน้ำหอมขาดแคลนอย่างมาก เพราะปัจจุบันน้ำหอมหรือน้ำมันกฤษณาไม่ได้ใช้เฉพาะตะวันออกกลางหรืออาหรับ แต่ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดยุโรป เพื่อใช้เป็นหัวน้ำเชื้อน้ำหอมตลาดญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยา ผงธูป ตลาดประเทศอินเดียใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และผงธูป นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ต้องการน้ำมันกฤษณา และผลิตภัณฑ์ของไม้กฤษณา เช่น ส่วนที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันสามารถนำมาเป็นผงธูปซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงได้ ส่วนต่างๆ ที่มีการรวมตัวของน้ำมันกฤษณาจำนวนมาก หรือเรียกว่าไม้แก่น ก็จะขายเป็นกิโล คือราคาตั้งแต่กิโลละ 15,000 – 200,000 บาท ซึ่งแยกตามคุณภาพของเนื้อไม้

2. เปลือก
เปลือกไม้หอม ซึ่งมีความเหนียวมาก สามารถนำมาฟอกแล้ว ใช้ทอกระสอบป่านได้ หรือนำมาเป็นวัตถุดิบใช้ในการสานหมวก, กระเช้า, สิ่งทอต่างๆ เป็นของฝากหรือผลิตภัณฑ์ของหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ได้ เพราะไม้หอมบางท้องถิ่นจะเรียกว่า ปอห้า, ปอค้าว และเปลือกยังนำมาเผาไฟเป็นยากันยุ่งได้ดีด้วย ปัจจุบันเปลือกด้านนอก ใช้ทำผงธูปป้องกันยุง เปลือกชั้นกลาง ใช้เครื่องจักสาน เช่น หมวก, กระเป๋า เปลือกชั้นใน หรือท่อลำเลี้ยงอาหารใช้ทอเสื้อผ้า ทำเยื่อกระดาษ และปัจจุบันชมรมกำลังศึกษา เปลือกชั้นในที่มีความเหนียวมาก เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบ หรือกระดาษในการทำธนบัตร เช่น แบงค์ 100, 500, 1,000 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

3. ใบ
ปัจจุบันมีชาวจีนมาติดต่อขอซื้อน้ำทีสกัดจากใบไม้กฤษณาที่ไม้มีการลง หรือการหลั่งสารน้ำมัน เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณ และแผนปัจจุบัน ใช้แทนสีเป็นการผสมผงธูปให้เป็นสีเขียว

 

4. เมล็ด
เมล็ดไม้หอมสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันได้ซึ่งในเมล็ดไม้หอมมีน้ำมันอยู่จำนวนมาก

นอกจากนี้ส่วนต่างๆ ในขณะตัดแต่งกิ่ง กิ่งขนาดใหญ่สามารถนำมาไสกบ แล้วนำมาเป็นวัสดุ ในการทำดอกไม้จันทน์ซึ่งใช้ในพิธีศพ ซึ่งตากแห้งแล้วกิโลละ 200 บาท ส่วนกิ่งเล็กๆ ถ้ายาว 50 ซ.ม. แล้วมัดรวม 20 ท่อนนำไปขายเพื่อใช้ในพิธีเผาศพของศาสนาอิสลาม หรือใช้บดผสมเป็นผงธูปได้ แต่ถ้ากิ่งไม้หอมในต้นที่ไม้ลง ก็สามารถนำมาแยกต้ม หรือกลั่นได้ ซึ่งถ้าได้ทราบรายละเอียดแล้วจะทราบว่าทุกส่วนไม่เหมือนกับไม้เศรษฐกิจอย่างอื่นที่ใช้ประโยชน์เฉพาะลำต้นบางส่วนเท่านั้น อนาคตของไม้หอมแจ่มใสมาก เพราะว่าผู้ซื้อต้องง้อผู้ขาย หรือถ้าไม่ขายเก็บไว้นานก็ยิ่งมีคุณภาพสูงขึ้น ไม่เหมือนกับสวนผลไม้ซึ่งมีการลงทุนสูง แต่ผลตอบแทนน้อยมาก แล้วต้องนำไปขายเอง แต่ไม้หอมคนมาซื้อถึงบ้านแถมวางเงินมัดจำล่วงหน้าไว้ด้วย นี่แหละคือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับไม้หอมไม้มหาเศรษฐี
ปัจจุบันมีชาวดูไบชื่อ Mr. TAYABALL (ALL) เป็นหนึ่งในผู้รับประกันการซื้อไม้หอมในประเทศไทย กัมพูชา ลาว อินเดีย และเวียดนาม ประเทศไทย ตลาดกลางอยู่บริเวณ ซอย นานา ซึ่ง Mr. TAYABALL (ALL) คนเดียว จะซื้ออยู่ประมาณอย่างต่ำเดือนละ 1,000,000 เหรียญสหรัฐฯ หรืออย่างต่ำประมาณ 40,000,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งชาวตะวันออกกลางมีผู้ซื้อเป็นพันคนไม่รวมพ่อค้าแถบยุโรป เช่น ฝรังเศส เยอรมัน สหรัฐอเมริกา ซื้อไป ทำหัวน้ำหอม และปัจจุบันมีการแย่งดึงลูกค้าระหว่างชาวตะวันออกกลาง กับชาวจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งต่างฝ่ายต่างต้องการได้ไม้หอมจำนวนมาก เพราะปัจจุบันตลาดโลกขาดไม้หอมจำนวนมาก เพราะไม้ในป่าเริ่มหมด และมีการกวดขันของเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นพ่อค้าทั้งหลายต้องหวังพึ่งอย่างเดียว คือไม้หอมที่ได้จากการปลูก ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกกระจายไปทั่วประเทศไทยแต่ที่ปลูกมากที่สุด คือจังหวัดตราด ปลูกมากที่สุดในโลก และเป็นพันธุ์ไม้กฤษณา (ไม้หอม) ที่ดีที่สุดในโลกด้วย ฉะนั้นจะเห็นว่าไม้หอมเป็นไม้อย่างเดียวที่ร่วมกันปลูกแล้ว ทำสารเพื่อให้เกิดน้ำมันแล้วนำสารมากลั่นเป็นน้ำมันเพื่อส่งออกไปขายยังตะวันออกกลาง ซึ่งประเทศไทยเสียดุลการค้าในเรื่องน้ำมันดิบ ที่นำมากลั่นเป็นน้ำมันใช้ในรถยนต์ และการอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมต่างๆ ปีละหลายล้านบาท เพราะในทะเลทรายมีตัวไรชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อกัดแล้ว คนถูกกัดจะพุพอง หรือเป็นพวกโรคมัยโคพลาสมาได้ ไรเหล่านี้ไม่แพ้น้ำหอม หรือน้ำมันระเหยอย่างอื่น แต่แพ้กลิ่นน้ำมันกฤษณา หรือน้ำหอมกฤษณา ฉะนั้นภาครัฐควรมึการสนับสนุนการปลูกและการทำผลิตภัณฑ์ ที่ได้จากไม้กฤษณา ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะนำเงินของประเทศไทยที่เสียดุลย์การค้าให้แก่ประเทศตะวันออกกลาง กลับคืนมาได้แน่นอนและชัดเจนที่สุดด้วย

สรุปการตลาดไม้กฤษณา (ไม้หอม)

การตลาดปัจจุบันมีประเทศที่เป็นสมาชิก ที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณาอยู่ 78 ประเทศ ซึ่งแยกตามกลุ่มใหญ่ๆ รวมเป็นกลุ่มดังต่อไปนี้คือ
กลุ่มที่ 1 ชาวตะวันออกกลาง หรือกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือ กลุ่มโอเปก ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณาสูงมาก เช่น ประเทศดูไบ, ซาอุดิอาระเบีย, อิสราเอล, ลิเบีย ฯลฯ รวมทั้งประเทศที่นับถือสาสนาอิสลามทั่วโลก
กลุ่มที่ 2 ชาวจีน รวมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันกฤษณา น้ำจากใบกฤษณา ผงธูป และไม้แก่น ในการทำยาสมุนไพร และทำกำยาน ซึ่งปัจจุบันชาวจีนมีพลเมืองพันกว่าล้านคน
กลุ่มที่ 3 ชาวยุโรป เช่น ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, ฮอลแลนด์, เยอรมัน, แคนนาดา ฯลฯ ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันกฤษณาเป็นหัวเชื้อน้ำหอม
กลุ่มที่ 4 ชาวญี่ปุ่น ใช้น้ำมันกฤษณาเป็นตัวยารักษามะเร็งในลำไส้ และกระเพาะอาหาร และปัจจุบัน กำลังใช้รักษามะเร็งในตับได้อีกด้วย (ข้อมูลจาก Dr. T.H.L.O. ผู้วิจัยงานร่วมกับชมรม)
กลุ่มที่ 5 กลุ่มชาวอินเดีย หรือกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามและฮินดู เช่น อินเดีย , ปากีสถาน ฯลฯ